ร้านอั้ม ณัฐกานต์

ของใช้ในชีวิตประจำวัน & สกินแคร์ Personal care & Skin care

12 ประโยชน์ของเบบี้ออยล์ Baby Oil ที่ผู้ใหญ่ใช้แล้ว ผิวเหมือนเด็ก

12 ประโยชน์ของเบบี้ออยล์ Baby Oil ที่ผู้ใหญ่ใช้แล้ว ผิวเหมือนเด็ก


ขึ้นชื่อว่า เบบี้ออยล์ แต่ไม่ใช่แค่ใช้ดีกับเด็กๆ เท่านั้นนะค่ะ เพราะวัยรุ่น วัยสาว หรือวัยไหนๆ ก็ใช้ประโยชน์จากเบบี้ออยล์ได้สารพัดอย่าง สวยได้ตั้งแต่เส้นผมจนถึงปลายเท้าเลยทีเดียวค่ะ ซื้อติดบ้านไว้สักขวดแล้วลองใช้ตาม 12 ประโยชน์ของเบบี้ออยล์ (Baby Oil) ที่เอามาฝากนะค่ะ แล้วคุณจะดูสวยขึ้นแน่นอนค่ะ


1. ใช้เมคอัพให้ผิวดูโกลว์  วันไหนอยากได้ลุคโกลว์ๆ หรือในวันเร่งรีบที่มีเวลาเมคอัพน้อย ลองหยดเบบี้ออยล์เล็กน้อยผสมกับรองพื้นดูสิคะ ผิวจะเปล่งประกายและชุ่มชื่นไปพร้อมกันเลยล่ะ


2. ใช้แทนแผ่นเช็ดเครื่องสำอาง เวลาที่ต้องการความสะดวก เช่น เวลาไปต่างจังหวัดหรือไปฟิตเนส แผ่นเช็ดเครื่องสำอาง (makeup remover sheets) ช่วยได้มากทีเดียวค่ะ แต่หากใครอยากประหยัดที่ ลองเทเบบี้ออยล์ลงแผ่นสำลีให้ชุ่ม แล้วเก็บใส่ถุงซิปล็อคเอาไว้ ก็พกพาไว้ลบเครื่องสำอางได้หมดจด จัดกระเป๋าง่ายขึ้นเยอะค่ะ


3.ใช้ทาผิวก่อนโกนขน ปัญหาผิวระคายเคืองเวลาโกนขนจะหมดไป ด้วยการทาเบบี้ออยล์ที่ผิวก่อนทุกครั้ง ความลื่นของออยล์จะช่วยลดแรงเสียดสีระหว่างผิวกับมีดโกน ทำให้โกนง่ายขึ้นและไม่บาดผิวค่ะ


4.ใช้ทำสครับลดปัญหาผิวคล้ำ หรือหยาบกร้าน ไม่ว่าจะเป็นริมฝีปาก ข้อศอก หัวเข่า หรือจุดหยาบกร้านอื่นๆ ก็ใช้สูตรนี้ได้เวิร์คมากค่ะ วิธีคือผสมเบบี้ออยล์กับน้ำตาล (แนะนำน้ำตาลทรายแดง) ในอัตรา 2 : 1 แล้วเติมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย สครับเบาๆ บริเวณที่ต้องการ ทิ้งไว้ 5-10 นาทีแล้วล้างออก ผิวจะนุ่มชุ่มชื่นสุดๆ ส่วนบริเวณริมฝีปากสามารถทำก่อนนอนแล้วทิ้งไว้ได้ถึงเช้า นอกจากปากจะอวบอิ่มแล้วยังอมชมพูอีกด้วย


5.ใช้แทนฟุตครีม ปรับเท้าแห้งๆ ให้นุ่มเนียน ก่อนนอน ทาเบบี้ออยล์ให้ทั่วเท้า เน้นบริเวณส้นเท้าหรือจุดที่แห้งแตกเป็นพิเศษ จากนั้นสวมถุงเท้าแล้วเข้านอน ผิวบริเวณเท้าก็จะเนียนสวยขึ้นทุกวันค่ะ (ควรเว้นบริเวณฝ่าเท้าเพื่อป้องกันการลื่นนะคะ)


6.ใช้เป็นตัวช่วยเวลาแต่งเล็บ ก่อนทาเล็บ ให้บำรุงมือและเล็บด้วยเบบี้ออยล์ก่อน โดยเน้นบริเวณขอบเล็บเป็นพิเศษ จะช่วยให้เช็ดสียาทาเล็บส่วนเกินออกได้ง่ายขึ้น และยังบำรุงผิวขอบเล็บไปในตัวด้วย


7. ใช้บำรุงผิวใต้ตา วิธีป้องกันริ้วรอยใต้ตาง่ายๆ ก็คือ หยดเบบี้ออยล์ลงบนปลายนิ้ว แล้วนวดเฉพาะบริเวณใต้ตานาน 1-2 นาที จากนั้นจึงใช้ทิชชู่ซับเอาเบบี้ออยล์ส่วนเกินออก หากทำสม่ำเสมอริ้วรอยจะมาเยือนช้าไปหลายปีเชียวล่ะ


8. ใช้บำรุงผมให้เงางามแบบไม่มันเยิ้ม การทาเบบี้ออยล์ที่ผมตรงๆจะทำให้ผมมันเยิ้ม แต่หากเทเบบี้ออยล์ลงบนแผ่นสำลี ผ้า หรือทิชชู่แผ่นหนาก่อน แล้วค่อยนำไปซับปลายผมเบาๆ เมื่อซับจนทั่วแล้วให้ทิ้งไว้ 30 นาที – 1 ชั่วโมง จึงค่อยสระผมตามปกติ จะช่วยบำรุงผมได้ดีเยี่ยมโดยไม่ทำให้ผมมันเยิ้มแน่นอนค่ะ 


9.ใช้สลายคราบเหนียวกวนใจ ไม่ว่าจะคราบเหนียวหลังแวกซ์ขน คราบกาวพลาสเตอร์ปิดแผล หรือคราบหมากฝรั่งติดผม เพียงนวดด้วยเบบี้ออยล์ก่อน ก็จะลบออกได้อย่างง่ายสุดๆ ไม่ต้องถูจนผิวแสบและไม่ต้องตัดผมเลยแม้แต่นิดเดียว


10.ใช้แทนครีมแก้ท้องลาย ว่าที่คุณแม่สามารถป้องกันอาการท้องลายได้ ด้วยการนวดเบบี้ออยล์เป็นประจำ หรือหากใครผิวแห้งมากก็สามารถใช้ควบคู่กับครีมทาป้องกันท้องลายได้ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีแบบคูณสองค่ะ 


11.ใช้ป้องกันรองเท้ากัด ก่อนใส่รองเท้าคู่ใหม่ อย่าลืมใช้เบบี้ออยล์นวดด้านในรองเท้าก่อน โดยเฉพาะบริเวณที่มักกัดเท้าเราบ่อยๆ จะทำให้รองเท้านุ่มลง ลดอาการรองเท้ากัดได้ เดินรันเวย์ไหนก็สตรอง


12.ใช้แก้สร้อยพันกันยุ่งให้คลายออกง่ายๆ เวลาเครื่องประดับอย่างสร้อยหรือต่างหูฟรุ้งฟริ้งพันกันอีรุงตุงนัง ลองชโลมด้วยเบบี้ออยล์ดูสิคะ รับรองว่าเอาออกง่ายขึ้นอีกเยอะ




เพื่อผิวสุขภาพดีทุกวัน บาธออยล์ น้ำมันอโรม่าบำรุงผิว เมื่อสัมผัสน้ำกลายเป็นน้ำนม ไม่เหนียวเหนอะหนะ บำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื่น เหมือนผิวเด็ก



บาธออยล์,เบบี้ออยล์,น้ำมันอโรม่า,โลชั่นน้ำนม,โลชั่นบำรุงผิว,โลชั่น,bath oil, baby oil,
ออยล์

สอบถาม / สั่งซื้อ
อั้ม ณัฐกานต์
โทร 064-1616445
Line:@aumnatthakans
Fan page:ผิวสุขภาพดี
Web site: http://www.myhomealertide.com/p/38



สิว สิว สิว เกิดจากอะไร

สิว,สิวผด,สิวเสี้ยน,สิวอักเสบ,หน้ามัน,หน้าแห้ง,ผิวผสม,ดูแลผิว
สิว



ปัญหาสิว 

เป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน แต่ธรรมชาติของผิวหน้าแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกันออกไป จึงส่งผลต่อใบหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้บางคนเป็นสิวมาก ส่วนบางคนก็เป็นสิวน้อย แต่เชื่อได้เลยว่าเกือบทุกคนคงต้องเผชิญกับปัญหาสิวกันมาบ้างแล้วล่ะ บางคนดูแลตัวเองกันแบบสุดฤทธิ์ก็ยังมีสิวผุดขึ้นมา ส่วนคนที่ไม่ค่อยเป็นสิวก็นับว่าเป็นบุญจริง ๆ (ไม่รู้ว่าทำบุญด้วยอะไร) ในเมื่อเราหลีกเลี่ยงการเป็นสิวไม่ได้ เราก็ต้องทำความรู้จักธรรมชาติของสิวเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่เครียดมากนัก 



จุดเริ่มต้นของการเกิดสิว มันก็มักจะเริ่มเข้ามาอยู่กับเราตอนที่เราเริ่มโตเป็นหนุ่มสาว จนเราอายุย่างเข้า 30 มันก็จะค่อย ๆ ลดน้อยหายไปเอง แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะรอดจากการเป็นสิวเมื่อมีอายุมากขึ้น เพราะสิวยังอาจเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยสิวที่เกิดขึ้นนั้นก็คือรูขุมขนของเราที่มีมากกว่า 20,000 รูบนใบหน้า ในโพรงรูขุมขนจะประกอบไปด้วยขนและต่อมไขมัน


โดยธรรมชาติแล้วต่อมไขมันจะผลิตน้ำมันออกมาเพื่อเคลือบผิวไม่ให้แห้งจนเกินไป แต่ต่อมไขมันอาจผลิตน้ำมันมากเกินไปด้วยการควบคุมของฮอร์โมนแอนโดรเจน ที่เป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ เมื่อเรามีน้ำมันมากขึ้นและไม่สามารถออกจากรูขุมขนได้ทันเพราะมีสิ่งกีดขวางทางออก มันก็จะกลายเป็นสิวได้ในที่สุด



สิว (Acne)

1. เซ็กซ์กับสิวเราอยู่ร่วมกันได้ เซ็กซ์ไม่ได้มีผลต่อการเกิดสิวอย่างที่หลาย ๆ คนคิด และถึงคุณจะช่วยตัวเองอย่างหนักหน่วงแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้สิวเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะจนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับความเชื่อที่ว่าเซ็กซ์และการช่วยตัวเองเกี่ยวข้องกับการเกิดสิว


2. ปัจจัยภายในร่างกายและความสะอาดภายนอก สาเหตุการเกิดสิวไม่ได้เกิดเพราะความสกปรกเพียงอย่างเดียว เพราะสิวสามารถเกิดจากฮอร์โมนและสาเหตุอื่น ๆ ได้ เช่น คนที่ระบบน้ำเหลืองไม่ดีก็สามารถเป็นสิวได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับความสะอาดแต่อย่างใด


3. ช็อกโกแลตกับสิว จริง ๆแล้วช็อกโกแลตไม่ได้เป็นตัวการทำให้เกิดสิวอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ " นมและน้ำตาล" ที่ใส่ลงไปในช็อกโกแลตต่างหากที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดสิว ดังนั้นถ้าอยากจะกินช็อกโกแลตจริง ๆ ก็ขอแนะนำให้เลือกเป็น  " ดาร์คช็อกโกแลต " แทน อาจหวานน้อยหน่อยแต่ก็มีประโยชน์มากเลยล่ะ


4. ตำแหน่งสิวบอกโรคได้ เช่น สิวที่หน้าผากเกิดจากระบบย่อยอาหารมีปัญหาและการนอนดึก  สิวระหว่างคิ้วอาจเป็นคนที่ไม่สามารถย่อยแลคโตสจากนมได้ มันเลยแสดงผลให้เห็นบริเวณนั้น  สิวที่แก้มเกิดจากการใช้เครื่องสำอางที่ไม่เหมาะสม  สิวที่เกิดรอบดวงตามักเกิดจากภูมิแพ้และแสงแดด  ส่วนสิวบริเวณคางมักเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีรสจัดนั่นเอง


5. การรักษาสิวด้วยแพทย์ ปกติแล้วการจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาสิวมักจะเป็นทางเลือกสุดท้าย หมอจะใช้ก็ต่อเมื่อการป้องกันต่าง ๆ ทำมาแล้วแต่ไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันและการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ เพราะนั่นอาจหมายความว่าสิวที่คุณเป็นอาจมีสาเหตุมาจากฮอร์โมน ในกรณีนี้คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการปรับฮอร์โมนอย่างปลอดภัย




สาเหตุการเกิดสิว

1. ฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgens) อย่างที่บอกไปแล้วว่าสิ่งที่เป็นตัวควบคุมการสร้างน้ำมันก็คือฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่พบได้มากในเพศชาย แต่ก็พบได้ในเพศหญิงเช่นกัน โดยช่วงที่ฮอร์โมนแกว่งหรือมีการเปลี่ยนแปลง แต่ละคนก็จะเป็นสิวแบบพีคสุด ๆ อย่างผู้หญิงฮอร์โมนจะแกว่งตอนที่รอบเดือนมาหรือกำลังตั้งครรภ์ ส่วนผู้ชายฮอร์โมนจะพลุ่งพล่านไปตามธรรมชาติ ในช่วงวัยรุ่นหรือในช่วงเครียด ๆ


2. กรรมพันธุ์ของแต่ละบุคคล ทำให้ผิวหนังแตกต่างกันออกไปทั้งโครงสร้างของผิว การสร้างไขมันที่มากหรือน้อยเกินไป ความสามารถในการซ่อมแซมผิวหนังระหว่างการเกิดสิวและการซ่อมแซมเมื่อหายจากอาการของสิวอักเสบแล้ว


3. ชอบวุ่นวายกับใบหน้า เช่น การจับ ลูบ แคะ แกะ เกาใบหน้าอยู่บ่อย ๆ เราต้องอย่าลืมว่ามือเราไปจับอะไรมาบ้างในแต่ละวัน ถ้าเราไม่ได้ล้างมือ แล้วมาสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ ก็อาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือนำพาแบคทีเรียมาทำให้สิวที่มีอยู่เกิดการอักเสบได้อีกด้วย 

การขัดหน้าบ่อย ๆ อาจกลายเป็นสาเหตุทำให้สิวเห่อได้ เพราะเวลาที่เราขัดหน้า นั่นหมายถึงเรากำลังทำให้ผิวหน้าหนาขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้รูขุมขนตีบลง น้ำมันที่ควรจะออกมาก็ออกมาไม่ได้ (ขัดหน้าได้แต่อย่าบ่อย ถ้าเป็นสิวอยู่ก็ไม่ต้องขัด รอให้หายก่อนดีกว่าแล้วจึงค่อยขัด)  การล้างหน้าบ่อยเกินไปหรือมากกว่าวันละ 2 ครั้ง จะเป็นการกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากผิดปกติ  พฤติกรรมบางอย่างที่รบกวนผิวหน้า เช่น บางคนชอบเอามือเสยผม บางคนชอบบีบจมูก ใช้โทรศัพท์แนบกับแก้มขณะสนทนา หรือชอบนั่งเท้าคางหรือแก้มเป็นประจำ เป็นต้น


4. กิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เช่น การไม่รักษาความสะอาด  การล้างหน้าหรือเครื่องสำอางไม่สะอาด  การใช้ผลิตภัณฑ์ปกปิดตำหนิต่าง ๆ หรือเครื่องสำอางที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสม  การใช้ครีมหรือแป้งที่อาจเป็นต้นเหตุของสิวบนใบหน้า  การสวมหมวกหรือหมวกกันน็อกโดยไม่เคยซักทำความสะอาด  การนอนตะแคงแล้วน้ำลายไหลออกมาด้านข้าง  อาชีพแม่ครัวที่ได้รับควันจากสารพวกไขมันและน้ำมันต่าง ๆ  ช่างเครื่องที่ทำงานกับน้ำมัน  คนที่ใช้กระดาษคาร์บอน เป็นต้น


5. ล้างหน้าผิดวิธี อย่าคิดไปเองว่าแค่การใช้โฟมล้างหน้าปกติจะช่วยทำให้ผิวหน้าของคุณสะอาดแบบหมดจด แม้จะเอามือลูบหน้าแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามีความมันหลงเหลืออยู่หรือมีอะไรตกค้าง เพราะเครื่องสำอางที่เราโปะไปบนใบหน้านั้นมันไม่สามารถล้างออกได้ด้วยโฟมล้างหน้าเพียงอย่างเดียว สุดท้ายเครื่องสำอางเหล่านั้นก็จะผสมกับโฟมล้างหน้าจนเกิดการอุดตันจนทำให้สิวผุดขึ้นมา และยังรวมไปถึงคนที่ไม่แต่งหน้า พอหน้ามันแล้วก็ล้างหน้ามันทั้งวัน แทนที่สิวจะหายก็กลายเป็นการกระตุ้นการเกิดสิวเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว


6. ความมันบนใบหน้า ความมันเป็นสิ่งที่สิวชอบมากเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาจนทำให้หน้ามัน แล้วเราก็ปล่อยไว้อย่างนั้น โดยไม่หาทางทำความสะอา เจ้าน้ำมัดนก็จะตันอยู่ในรูขุมขน พอมันอยู่นาน ๆ เข้าก็จะไปผสมกับเซลล์ที่ตายแล้วและทำให้เกิดเป็นสิวอุดตันอยู่ในนั้น ซึ่งเจ้าสิวชนิดนี้นี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญทำให้มีปัญหาสิวชนิดอื่นตามมาแบบไม่รู้จบ


7. เครียดมากเกินไปแถมนอนดึกอีกต่างหาก นับว่าเป็นพฤติกรรมยอดฮิตของคนเมืองเลยก็ว่าได้ คุณสามารถสังเกตได้เลยว่าในช่วงสอบหรือในช่วงที่ต้องเร่งส่งงาน เราจะมีโอกาสเป็นสิวเพิ่มมากขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อเราเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวที่ว่าจะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้ยิ่งเป็นสิวมากขึ้น


8. มลภาวะและแสงแดด สำหรับคนที่ทำงานในห้องแอร์คงไม่ต้องกังวลเรื่องแดดมากนัก แต่ใช่ว่าจะหลบสิวพ้นซะเมื่อไหร่ เพราะการอยู่ในห้องแอร์นาน ๆ จะทำให้ผิวแห้ง และอากาศที่วนเวียนอยู่ในนั้นยังอาจไม่สะอาดเพียงพอจนไปกระตุ้นการเกิดสิวได้ ส่วนคนที่หลีกเลี่ยงแสงแดดไม่พ้น ความร้อนจากแสงแดดจะทำให้น้ำในผิวระเหยออกไป เมื่อหน้าแห้ง ต่อมไขมันก็จะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หน้ามันและเป็นสิวเพิ่มในที่สุด และยิ่งสภาพอากาศในบ้านเราที่ทั้งร้อนและชื้นแบบนี้ ก็ยิ่งเป็นที่มาของการเกิดสิวผดและสิวชนิดอื่น ๆ ได้อีกด้วย


9. การสูบบุหรี่ งานวิจัยหลายงานที่ชี้ว่า การสูบบุหรี่จะทำให้เส้นเลือดตีบ ทำให้ผิวหนังชั้นนอกได้รับสารอาหารและออกซิเจนไม่เพียงพอ เมื่อผิวอันสวยใสของเราได้รับสารอาหารน้อยลง ก็จะทำให้ผิวไม่แข็งแรงพอที่จะฟื้นฟูตัวเองยามสึกหรอ ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากแบคทีเรียได้ดีเท่าที่ควร จนทำให้เกิดสิวอุดตันทั้งหัวขาวและหัวดำในที่สุด


10. อาหารที่อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว เช่น สาหร่ายทะเล  ผักขม  และหอย ซึ่งมีไอโอดีนและฟลูออไรด์ที่ทำให้เป็นสิวมากขึ้น รวมไปถึงแป้ง น้ำตาล นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ที่หากทานมากไปก็อาจทำให้สิวอักเสบกำเริบได้ เนื่องจากในน้ำนมจะมีฮอร์โมนแอนโดรเจน และสารที่เป็นตัวกระตุ้นสิวผสมอยู่ เช่น คาร์โบไฮเดรต  ไอโอดีน  โอเมก้า 6 เป็นต้น


ในปัจจุบันได้มีงานวิจัยออกมายืนยันแล้วว่า “ อาหารไม่ใช่ปัจจัยโดยตรงที่ทำให้เกิดสิวได้  แต่สารที่อยู่ในอาหารต่างหากที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิว ”  หรือในคนมีระบบน้ำเหลืองในร่างกายไม่ดี พอกินอะไรเข้าไปก็อาจมีสิวโผล่บนใบหน้าได้ง่าย และที่สำคัญคนกลุ่มนี้มักไม่รู้ตัวด้วยว่าอาหารและระบบน้ำเหลืองมีความสัมพันธ์กับการเกิดสิว เลยทานอาหารกันอย่างไม่ระมัดระวัง พอเป็นสิวก็ทำให้เครียด พอเครียดสิวก็เห่ออีก จึงกลายเป็นปัญหาไม่รู้จบนั่นเอง ถ้าคุณเป็นแผลแล้วหายยาก แถมมีหนองแทบทุกครั้งที่เป็นแผล ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าระบบน้ำเหลืองเราอาจไม่ดี และให้หลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์  อาหารทะเล  อาหารรสจัด และหน่อไม้


11. ใช้ผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสม อย่างบางคนเป็นสิวง่ายและแพ้ง่ายอยู่แล้ว แต่ก็ยังเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสมทั้งน้ำหอมและแอลกอฮอล์ พอใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มันก็จะเกิดการระคายเคือง แล้วก็จะเป็นสาเหตุของการเกิดสิวนั่นเอง รวมถึงคนที่ชอบซื้อสกินแคร์ตามแฟชั่น อยากลองใช้ของใหม่ ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเจอสิ่งที่เหมาะกับตัวเองอยู่แล้ว ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน


12. ใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมที่อาจทำให้เกิดสิว ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามได้แสดงรายการส่วนประกอบของเครื่องสำอางที่อาจทำให้ใบหน้าที่เนียนสวยกลายเป็นมีสิวได้ โดยเฉพาะกับคนหน้ามัน จะยิ่งกลายเป็นสิวมากขึ้น มีดังนี้
- สารสกัดจากสาหร่าย 
- ลาโนลิน
- โกโก้ 
- ไขมะพร้าว 
- น้ำมันมะพร้าว 
- น้ำมันข้าวโพด 
- น้ำมันถั่วเหลือง
- น้ำมันจมูกข้าว
- น้ำมันเมล็ดฝ้าย
- Acetol acetilan
- Amberate P
- Butyl Sterate
- Colloidal Sulfur
- Crude coal tar, Decyl oleate
- D & C Red #17,21,3
- Glyceryl Stearate SE
- Isocetyl Stearate
- Isopropyl Isostearate
- Isopropyl Myristate
- Isopropyl Palmitate
- Isopropyl lanolate-
- Isosteary neopentanoate
- Lauric 23, 4
- Lauric acid
- Lanosterin
- Langogene
- Myristic acid
- Octyl Palmitate
- Octyl Stearate
- Oleth-3
- PEG 75 Lanolin
- PEG 16 Lanolin
- PEG 8 Stearate
- Propylene Glycol Monostearate
- Sterolan
- Sodium Chloridem Sodium Laureth Sulfate
- Sodium Lauryl Sulfate
- *Crisco
- *Hygrogenated Vegetable Oil
- *Myristyl myristate
- Mink Oil
- PG 2 myristyl propionate
- *Sulfonated Castor Oil 

ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่า คุณควรจะระมัดระวังเครื่องสำอางที่มีฉลากเขียนว่า “ ได้รับการทดสอบจากผู้ชำนาญด้านความงามแล้ว “  “ ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ ” และที่ระบุว่า “ ผสมตัวยา ” เพราะเครื่องสำอางเหล่านี้ยังอาจก่อให้เกิดสิวได้ เพราะยังอาจมีส่วนประกอบที่ทำให้เป็นสิวตามที่ระบุไว้ในรายการนี้ ดังนั้นทางที่ดี คุณควรอ่านฉลากสักนิดว่าเครื่องสำอางนั้นมีส่วนประกอบดังกล่าวและทดสอบว่าเครื่องสำอางนั้นมีน้ำมันหรือไม่


13. อุปกรณ์แต่งหน้าที่หมักหมม ไหนจะแปรงปัดแป้ง แปรงปัดแก้มสารพัดที่เราจะใช้ เมื่อใช้แล้วก็อย่าลืมล้างทำความสะอาดแปรงหลังการใช้ด้วยล่ะ เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์แต่งหน้ากลายเป็นบ้านของแบคทีเรียจนทำให้เกิดสิว


14. สิ่งประทินผม เช่น สีย้อมผม แชมพูขจัดรังแค น้ำมันใส่ผม สเปรย์แต่งผม และเหงื่อจากหนังศีรษะ


15. ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ก็อาจทำให้บางคนเกิดเป็นสิวขึ้นบริเวณมุมปากไปจนถึงคางรวมถึงบริเวณใกล้เคียงได้ ซึ่งสิวลักษณะนี้จะค่อนข้างรักษาได้ยากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีทั่วไป แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้ยาสีฟันที่ไม่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ อาการของสิวก็จะดีขึ้นเอง


16. ยาบางชนิด ในระหว่างที่เราทานยาเพื่อรักษาอาการหรือโรคที่เป็นอยู่ ยาเหล่านั้นอาจเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้เช่นกัน เพราะยาบางตัวอาจมีสารที่ไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนและเคมีในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น
- ยาต้านอาการชัก (Hydantoin derivatives, Phenobarbitol, Trimethadione)
- ยาสำหรับต้านเชื้อวัณโรค (Ethambutol, Ethionamide, Isoniazid)
- ยาที่มีธาตุในหมู่ฮาโลเจน (Halogen) เป็นส่วนประกอบอย่างคลอไรด์และไอโอดีน
- ยาที่มีผลต่อฮอร์โมนโดยตรง อย่าง androgenic hormones (มีผลมากกับผู้หญิง) corticosteroids, depoprovera, DHEA และ oral contraceptives
- ยาอื่น ๆ (Antabuse, Dantrolene, Lithium salts, Maprotiline, Psoralens, Quinine, Rifampin, Thiouracil, Thiourea)
- ยาปฏิชีวนะ
-  ยาสเตียรอยด์ทั้งชนิดทาและกิน
ถ้าหากคุณกำลังใช้ยาเหล่านี้อยู่ คงต้องทำใจและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไขกันต่อไป




วิธีรักษาสิว

1. อยากสิวหายต้องใจเย็น ข่าวร้ายที่เราควรรู้เอาไว้ก็คือ “ เราไม่มีทางทำให้สิวหายขาดได้ ” และ “การรักษาก็ไม่มีทางลัดให้เดินหลายทาง ”   การรักษาสิวจึงต้องใช้ความตั้งใจ ความใจเย็น และความอดทน ยิ่งคนที่ใช้ยาที่สกัดมาจากวิตามินเอก็ต้องทำใจไว้เลย  เพราะยาจะออกฤทธิ์ช่วยดันสิวอุดตันให้โผล่ออกมาบนผิว และอาจต้องใช้เวลาอย่างต่ำกว่า 8 สัปดาห์ จึงจะเห็นผลชัดเจน ทำให้บางคนรอไม่ไหว หรือเห็นสิวโผล่ขึ้นมาระหว่างการรักษาก็ทำให้ถอดใจ จึงทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง สุดท้ายเมื่อสิวลุกลามจนเกินเยียวยาได้ด้วยตัวเอง ก็หันไปรักษาด้วยวิธีอื่นที่ทำให้ต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาก


2. ปรับเปลี่ยนทัศนคติ หลาย ๆ คนมักคิดว่าที่ตัวเองเป็นสิวนั้นเกิดจากการรักษาความสะอาดไม่เพียงพอ ตัวเองสกปรก และคิดว่าเป็นความผิดของตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วสิวเกิดมาได้จากหลายสาเหตุมาก ซึ่งหลาย ๆ อย่างเราเองก็ไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น คุณควรปรับเปลี่ยนความคิดและทัศนคติเสียใหม่ว่า “ ที่สิวมันเกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เพราะเราสกปรกผิดจากชาวบ้าน แต่จริง ๆ แล้วสิวมันเป็นเรื่องธรรมชาติ เมื่อมีสิวขึ้นมาแล้วก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะเริ่มรักษาอย่างถูกวิธีและมันก็จะหายไปได้เอง” ถ้าเราปรับความคิดใหม่ได้ จะทำให้ความเครียดส่วนนี้ลดน้อยลง ทำให้การรักษาสิวได้ผลดีมากขึ้น


3. สังเกตตัวเองสักนิด ให้ลองสังเกตว่าเรามักจะเป็นสิวตอนไหน หน้าร้อนหรือหน้าฝน และในช่วงนั้นได้ไปทำอะไรที่ผิดปกติไปจากเดิมหรือเปล่า เช่น เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิว เปลี่ยนแชมพู เป็นต้น เมื่อเราสังเกตตัวเองจนทราบแล้วว่า ช่วงไหนที่สิวถามหาเรา ก็ให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือบางคนเจอสิวบุกหนักเพราะเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมที่มีส่วนผสมของน้ำหอม แอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ที่เป็นออยเบส ก็ให้หลีกเลี่ยง


4. รักษาก่อนบำรุง ในระหว่างการรักษาสิวคุณต้องมีสติในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้มากถึงมากที่สุด อย่าเพิ่งคิดบำรุงผิวในช่วงนี้ แต่ให้หันมารักษาสิวให้หายก่อน โดยระหว่างการรักษาคุณควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ประเภทออยเบส  โคโค่บัตเตอร์ เปปเปอร์มินต์ออย เพราะตอนที่เราเป็นสิว ผิวของเราจะเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ยิ่งพวกครีมเนื้อหนัก ๆ ก็ให้เลี่ยงเลย ถ้าไม่อยากให้มันอุดตันรูขุมขนมากขึ้น แต่สำหรับคนผิวแห้ง คุณอาจต้องการการบำรุงบ้าง โดยให้เลือกใช้เจลว่านหางจระเข้มาเป็นมอยเจอไรเซอร์ไปก่อน


5. ลดความมันบนใบหน้า หากรู้ตัวว่าหน้ามันจนทอดไข่ได้  คุณควรจะล้างหน้าเพื่อเอาความมันออกซะบ้าง แต่อย่าล้างหน้าบ่อย ๆ ล่ะ เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นการเกิดสิวได้ แต่ถ้าคุณหน้ามันมากจนเกินเยียวยาได้ด้วยตัวเอง ก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขที่ต้นเหตุ โดยแพทย์อาจจะต้องใช้ยาเพื่อควบคุมฮอร์โมนแอนโดรเจนเอาไว้ (ส่วนนี้ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น)


6. หยุดเซาน่าและสตรีม ในระหว่างการรักษาสิว คุณควรหยุดการเซาน่าและสตรีมไปก่อนอย่างไม่มีข้อยกเว้น เพราะมันจะทำให้ผิวทั้งร้อนและชื้น สิวที่มีก็จะเห่อขึ้น รูขุมขนกว้างขึ้น บริเวณที่มีแนวโน้มจะเป็นสิวก็อาจเกิดสิวขึ้นมาได้อย่างคาดไม่ถึง แต่ให้หันมาออกกำลังกายแทนจะดีกว่า


7. ล้างหน้าให้ถูกวิธีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง เราควรจะล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและเหมาะกับสภาพผิวเพียงวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น แต่ถ้าหากหน้ามันมากจริง ๆ ก็อาจล้างได้ไม่เกินวันละ 3 ครั้ง เวลาล้างต้องล้างให้สะอาดหมดจดจนแน่ใจว่าไม่เหลือสิ่งสกปรกอยู่บนใบหน้า ถ้ามีเหงื่อออกหรือหน้ามันระหว่างวันคุณควรจะล้างหน้าด้วย “น้ำเปล่า” แล้วซับให้แห้ง (แต่อย่าล้างบ่อย เพราะจะยิ่งทำให้หน้ามันมากขึ้น) และก่อนจะลงผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามคุณควรซับหน้าให้แห้งก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสิว


8. ดื่มน้ำเพื่อล้างพิษ การดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้เซลล์ต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และน้ำยังเป็นตัวช่วยในการนำสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายให้ถูกขับออกมาด้วย ดังนั้นจงจำไว้เลยว่า เราควรดื่มน้ำไม่ต่ำกว่าวันละ 8 แก้ว และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการล้างพิษ คุณควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีและวิตามินอีด้วย เพื่อช่วยเสริมสร้างสุขภาพผิวให้แข็งแรง สำหรับคนที่โดนสิวบุกมาก ๆ คุณอาจผสมน้ำมะนาวลงไปในน้ำแก้วแรกของวันก็ได้ ซึ่งวิธีนี้พบว่าใช้ได้ผลในหลายคน ในการช่วยล้างพิษได้อย่างหมดจด


9. กำจัดความเครียด คุณควรอารมณ์ดีเข้าไว้ พยายามทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ เพราะเมื่อเราเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนตัวที่สามารถไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น และต่อให้ป้องกันการเกิดสิวได้ดียังไง แต่ยังเครียดอยู่ก็คงหนีไม่พ้นที่จะมีสิวผุดขึ้นมาอย่างแน่นอน โดยมีงานวิจัยที่ได้สรุปว่า  “ เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้นจะทำให้การอักเสบของสิวเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น โดยคิดเฉลี่ยเป็นเปอร์เซ็นต์มากถึง 93.5% ”  เชื่อไหมว่าบางคนยังไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลังเครียดอยู่ แต่คุณสามารถสังเกตความเครียดได้จากพฤติกรรมดังต่อไปนี้ คือถ้ามีมากข้อเท่าไรก็ยิ่งเครียดมากเท่านั้น เช่น 

- นอนไม่หลับทั้ง ๆ ที่เลยเวลานอนแล้ว
- ไม่อยากเจอหน้าผู้คนหรือต้องการหลบปัญหา
- ระเบิดอารมณ์กับทุก ๆ เรื่องได้ง่าย แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
- ดื่มเหล้ามากขึ้น
- ไม่อยากรับประทานอาหาร
- ชอบกัดเล็บตัวเองโดยไม่รู้ตัว
- ดึงผมตัวเองอยู่บ่อย ๆ เป็นต้น
ซึ่งถ้าคุณมีมากกว่า 4 อย่างขึ้นไป นั่นหมายความว่าเรากำลังเครียดในระดับสูง ก็ให้รีบหาทางจัดการมันซะ เพราะยิ่งเครียดสิวก็ยิ่งเยอะ


10. นอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับนับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะตอนเราหลับร่างกายจะหลั่งสารโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้จะช่วยซ่อมแซมร่างกายของเราได้ในขณะหลับ ช่วยทำให้ผิวหนังส่วนที่สึกหรอรวมถึงแผลที่เป็นอยู่ให้หายไวขึ้น ส่งผลกับผิวหน้าและผิวกายของเราโดยตรง คือ รูขุมขนจะมีการซ่อมแซมตัวเอง ทำให้สิ่งสกปรกจากภายนอกเข้ามาในรูขุมขนได้ยากขึ้น และการนอนดึกยังเกี่ยวข้องกับความเครียดอีกด้วย เมื่อร่างกายเกิดความเครียดก็จะทำให้ผิวอ่อนแอลง ส่งผลให้แบคทีเรียตัวร้ายเข้ามาจู่โจม ทำให้เราเกิดสิวอักเสบได้ง่ายขึ้นนั่นเอง


11. หลีกเลี่ยงแสงแดด ปกป้องผิวตัวเองจากแสงแดดด้วยการทาครีมกันแดดเป็นประจำ ใส่แว่นกันแดดเพื่อถนอมตา สวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดผิว และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีความร้อนและความชื้นสูง เพราะนอกจากจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวแล้ว มันยังเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยและสีผิวที่ดำคล้ำได้อีกด้วย

12. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับสภาพผิว ผลิตภัณฑ์ความงามในปัจจุบันนั้นมีมากมาย จนเราเองก็ปวดหัวในการเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ ก็มีสรรพคุณแตกต่างกันออกไป ดังนั้นเวลาเราเลือกใช้ นอกจากจะเลือกให้มาช่วยแก้ไขและบำรุงผิวหน้าแล้ว เราต้องเชื่อมั่นด้วยว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะไม่เอาสิวมาฝากเราด้วย เคล็ดลับก็ง่าย ๆ คือผลิตภัณฑ์ที่เราจะใช้ต้องมีคุณสมบัติไม่ทำให้เกิดการอุดตัน ช่วยกำจัดแบคทีเรีย และมี อย. รับรอง ถ้าอ่านป้ายแล้วเจอข้อความ non comedogenic ก็เป็นอันใช้ได้ 


13. หลีกเลี่ยงการใช้กระดาษซับมัน คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษซับมัน แล้วหันมาใช้กระดาษทิชชูสำหรับใบหน้าในการซับน้ำมันส่วนเกินแทน เพราะการใช้กระดาษซับมัน จะทำให้น้ำมันถูกซับออกไปจนหมด ส่งผลทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะมันคิดว่าผิวเราแห้งจนเกินไป คราวนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เลยล่ะ แต่ถ้าการใช้ทิชชูในการซับหน้ายังไม่สามารถสร้างความรู้สึกสบายให้ใบหน้าได้ ก็แนะนำให้เลือกฉีดสเปรย์น้ำแร่แล้วใช้ทิชชูซับออกเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับผิวหน้าก็ได้

14. ยาคุมกำเนิด นับเป็นโชคดีของสาว ๆ ที่เราสามารถควบคุมสิวที่เกิดจากฮอร์โมนแอนโดรเจนได้ด้วยการทานยาคุมกำเนิด เนื่องจากยาคุมกำเนิดนั้นมีฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrigen) ที่จะเข้าไปกดการทำงานของฮอร์โมนแอนโดรเจน แต่เห็นมันมีข้อดีอย่างนี้แล้วก็อย่าเพิ่งดีใจไปล่ะ เพราะมันก็มีผลเสียอยู่บ้างที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และมีผลในด้านลบต่อคนที่เป็นโรคหัวใจ รวมไปถึงอาจทำให้เกิดปัญหาเส้นเลือดอุดตันได้


15. มะเขือเทศ จัดว่าเป็นยาวิเศษจากธรรมชาติที่สามารถพิฆาตสิวได้เป็นอย่างดี เพราะมะเขือเทศมีทั้งวิตามินเอที่ช่วยเสริมสร้างผิวให้มีสุขภาพดี มีวิตามินซีที่ช่วยในเรื่องของความขาวใสและสมานรอยแผล อีกทั้งยังมีคุณสมบัติทำให้ผิวเย็นลง ช่วยกำจัดน้ำมันส่วนเกิน ต้านอนุมูลอิสระ และทำให้รูขุมขุมกระชับได้อีกด้วย ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เราจึงใช้ประโยชน์จากมะเขือเทศในการป้องกันการเกิดสิวได้อย่างยอดเยี่ยม วิธีการก็ไม่ยากเพียงแค่คุณคั้นเอาน้ำมะเขือเทศมาทาลงบนใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า ก็จะช่วยป้องกันการเกิดการสิวได้แล้วล่ะ
(วิธีนี้เราจะใช้ก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าสิวอุดตันมันเริ่มจะเป็นไตแข็ง ๆ และเจ็บ ที่เป็นสัญญาณของสิวอักเสบ ซึ่งการทาน้ำมะเขือเทศจะช่วยป้องกันการอักเสบได้ ส่วนสิวอุดตันที่เป็นไตแข็งก็จะค่อย ๆ ยุบตัวลงไปเอง)

สิว, สิวผด, สิวเสี้ยน, สิวอักเสบ, หน้ามัน, หน้าแห้ง, ผิวผสม, ดูแลผิว,มาร์คหน้า
มาร์คหน้า

16. ผิวส้ม ให้นำผิวส้มมาปั่นกับน้ำสะอาดจนได้เป็นเนื้อครีมข้น แล้วนำเนื้อครีมที่ได้มาทาบาง ๆ บนสิวและรอบ ๆ สิว ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก เพียงเท่านี้สิวของคุณก็จะค่อย ๆ ยุบลงแล้วล่ะ


17. กระเทียม ให้นำกระเทียมสดมาฝานเป็นแว่นบาง ๆ แล้วใช้กระเทียมค่อย ๆ ลูบไล้บริเวณที่เป็นสิว วิธีนี้จะช่วยลดรอยแดงของสิวและทำให้สิวยุบตัวได้เร็วยิ่งขึ้น


18. มะละกอ ให้คุณนำมะละกอดิบมาปั่นทั้งเมล็ด จากนั้นคั้นเอาแต่น้ำนำมาแต้มบาง ๆ บริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก จะช่วยลดการอักเสบของสิวได้ แต่วิธีนี้จะไม่เหมาะกับคนผิวบอบบางและผิวแพ้ง่าย


19. น้ำคั้นใบสะระแหน่ ให้คั้นน้ำจากใบสะระแหน่สด นำมาทาบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้าเป็นประจำทุกวัน ทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยล้างออกให้สะอาด วิธีนี้นอกจากจะช่วยรักษาสิวได้แล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดเม็ดผื่นคันและโรคผิวหนังอย่างโรคหิดและกลากเกลื้อนได้อีกด้วย


20. น้ำมันถั่วลิสงผสมน้ำมะนาว ให้คุณใช้น้ำมันถั่วลิสง 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำมะนาวคั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทาบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกให้สะอาด วิธีนี้จะช่วยป้องกันการเกิดสิวอักเสบและสิวหัวดำได้เป็นอย่างดี


21. น้ำมะนาวผสมอบเชย ให้ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา นำมาผสมกับผงอบเชย 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน ล้างหน้าให้สะอาดและซับให้แห้ง จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาแต้มบาง ๆ บริเวณที่เป็นสิวประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด จะช่วยทำให้สิวค่อย ๆ ยุบตัวลง แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับคนผิวบอบบางและผิวแพ้ง่าย


22. น้ำมะนาวผสมนมสด ให้คุณนำน้ำมะนาวสดมาผสมกับนมสดอุ่น ๆ ใช้ล้างผิวหน้าทิ้งไว้สักพัก แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้จะช่วยลดการเกิดสิวอักเสบ สิวหัวดำ และช่วยบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มไม่แห้งแตก


23. น้ำมะนาวผสมน้ำคั้นจากดอกกุหลาบ ให้คุณผสมน้ำมะนาวเข้ากับน้ำคั้นจากดอกกุหลาบในปริมาณเท่ากัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น วิธีนี้จะช่วยทำให้สิวยุบลงได้ และยังช่วยทำให้หน้าขาวดูสดใสได้อีกด้วย


24. น้ำผึ้งผสมไข่ขาวและน้ำมะนาว ให้คุณใช้น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง แล้วเติมน้ำมะนาวลงไปอีก 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาทาให้ทั่วใบหน้ายกเว้นบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปากทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก และล้างปิดท้ายด้วยน้ำเย็น เสร็จแล้วให้ทาครีมบำรุงผิว


25. สิวอุดตัน สิวที่ชอบเก็บตัวอยู่กับรูขุมขนบนใบหน้า ยิ่งนานวันก็ยิ่งฝังตัวแน่น 

สิว, สิวผด, สิวเสี้ยน, สิวอักเสบ, หน้ามัน, หน้าแห้ง, ผิวผสม, ดูแลผิว
สิวอุดตัน

26. สิวอักเสบ สิวชนิดที่เป็นร่างแปลงของสิวอุดตัน ที่พัฒนาขึ้นมาด้วยอาหารเสริมอย่างเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกจากน้ำมือของเจ้าของใบหน้า ที่ชอบไปล้วงแคะแกะเกา หากคุณเป็นสิวชนิดนี้อยู่ 

สิว, สิวผด, สิวเสี้ยน, สิวอักเสบ, หน้ามัน, หน้าแห้ง, ผิวผสม, ดูแลผิว
สิวอักเสบ

27. สิวเสี้ยน ฟังชื่อแล้วเหมือนจะเป็นแค่ปัญหาเล็ก ๆ แต่มันกลับสร้างปัญหาได้เยอะเลยทีเดียว เพราะเมื่อไหร่ที่เราขับไล่มันไป มันก็จะทิ้งรูขุมขนกว้างไว้ให้เจ้าของใบหน้าได้ช้ำใจ 

สิว, สิวผด, สิวเสี้ยน, สิวอักเสบ, หน้ามัน, หน้าแห้ง, ผิวผสม, ดูแลผิว
สิวเสี้ยน


28. สิวผด ร้อนเมื่อไหร่ได้เจอกันทุกที ชื้นเมื่อไหร่มันก็จะมาอีก ยิ่งอากาศทั้งร้อนและชื้นแบบบ้านเรามันยิ่งชอบ แม้จะไม่ร้ายกาจเท่าสิวชนิดอื่น ๆ แต่มันก็สร้างความรำคาญใจได้ไม่น้อยเลยล่ะ เพราะถ้าเผลอไปแคะแกะเกาล่ะก็ มันก็พร้อมจะกลายร่างเป็นสิวที่ร้ายกาจได้ทุกเมื่อ 

สิว, สิวผด, สิวเสี้ยน, สิวอักเสบ, หน้ามัน, หน้าแห้ง, ผิวผสม, ดูแลผิว
สิวผด